รีวิว Fantasy Island เกาะสวรรค์ที่ชวนคนดูหลับฝันคาเบาะ

ตั้งแต่ที่เราเห็นตัวอย่างของ Fantasy Island ก็ได้แต่บอกตัวเองว่านี่คือหนังปักหมุดเรื่องหนึ่งประจำปีนี้ที่เราอยากจะดูให้ได้ เพราะเป็นคนชอบหนังสไตล์ลึกลับ ชนิดตอนที่ซีรีส์อย่าง Lost ออกฉายนั้นเรียกได้ว่าติดงอมแงมรอดูซีซั่นถัดไปแบบใจจดใจจ่อเลยทีเดียว

Fantasy Island นั้นดัดแปลงมาจากซีรีส์ในชื่อเดียวกันในอดีต แต่ด้วยความตั้งใจของตัวผู้กำกับเจฟฟ์ วัดโลว์ที่ต้องการคารวะผลงานเก่าและพัฒนาอะไรใหม่ๆสู่สายตาผู้ชมยุคปัจจุบันด้วยเช่นกัน

เนื้อหาสาระของหนังไม่มีอะไรมากมายไปกว่าการที่ผู้โชคดีกลุ่มหนึ่งที่ได้รับเชิญจาก มิสเตอร์โร้ค (ไมเคิล พีน่า) ให้เดินทางมายังเกาะสวรรค์เขตร้อน ซึ่งเกาะแห่งนี้มีพลังงานอำนาจวิเศษบางอย่างที่สามารถทำให้ความฝันของผู้เดินทางมาเยือนเป็นไปอย่างที่ตัวเองอยากจะให้เป็น

แน่นอนว่าบรรดาผู้ที่เดินทางมาต่างก็ล้วนแล้วแต่มีจินตนาการที่แตกต่างกันออกไป บ้างก็ต้องการจะเติมเต็มความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง บ้างก็อยากจะกลับไปแก้ไขความผิดพลาดในอดีต บ้างก็ต้องการจะล้างแค้น หรือกระทั่งบางคนก็ต้องการจะพบกับคนที่ตายไปแล้วก็มี

Fantasy Island ดำเนินเรื่องราวไปตามสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยการที่กลุ่มตัวเองได้พบเจอกับสิ่งที่ดีเกินจริงไปไกลลิบลับ จนพวกเขาเริ่มสัมผัสได้ถึงความไม่ชอบมาพากลของความฝัน และค้นพบว่าจริงๆแล้วสิ่งที่พวกเขากำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นเป็นพลังงานชั่วร้ายบางอย่าง แม้ทุกอย่างจะดูเหมือนจริงแต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่ความจริงเลย

น่าเสียดายที่วิธีการเล่าเรื่องของหนังค่อนข้างราบเรียบและออกจะน่าเบื่อจนง่วง ประกอบกับวิธีการเร้าอารมณ์ของหนังก็ยังใช้สูตรสำเร็จเดิมๆ เสียงดนตรีประกอบตุ้งแช่แบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย พฤติกรรมโง่ๆของตัวละคร สถานการณ์ที่ดูสับสนวุ่นวายไปหมด ตัวละครที่เยอะแยะมากมายซึ่งแต่ละคนก็ล้วนแล้วแต่มีเส้นเรื่องเป็นของตัวเองและมีความซับซ้อนในเรื่องราวของตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อหนังพยายามคลี่คลายปมของตัวละครแต่ละตัว จึงทำได้แค่เพียงเล่าแตะๆผ่านๆ

ที่ย่ำแย่ที่สุดคือช่วงเวลาที่หนังเปิดเผยความลับของเรื่องราวทั้งหมดว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร ยิ่งทำให้หนังดูเลอะเทอะและไร้น้ำหนักอย่างสิ้นเชิง ถึงคราวจะหักมุมก็เรียกได้ว่าพังพินาศชนิดอยากจะตะโกนใส่จอหนังว่า “อะไรของคุณคร้าบ!”

กล่าวโดยสรุปก็คือ Fantasy Island คือหนังที่น่าผิดหวังอย่างรุนแรงในรอบปี 2020 เผลอๆอาจจะติดเข้าชิงรางวัลหนังรีเมคยอดแย่บนเวทีราซซี่อวอร์สปีหน้าเลยด้วยซ้ำไป